เข้าชม 168 ครั้ง
ปรับปรุงครั้งที่ / (วันที่ 18 ส.ค. 68 )
นำมาใช้งาน พ.ศ. 2568
ครอบคลุมใช้ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ผู้พัฒนา : ร.ท.หญิง กานต์ธิดา เจียมศรีมงคล
เบอร์โทร : 0970265752
QR care สแกนปุ๊บรู้ปั๊บดูแลสุขภาพง่ายๆ
คุณสมบัติ
2.2 ที่มา/มูลเหตุจูงใจของโครงการ
2.2.1 บริบทของหน่วยงานและความเป็นมาของโครงการ
แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคแก่ประชาชนทั่วไป โดยมีหน้าที่หลักในการให้การดูแลรักษาผู้ป่วยนอก การให้คำแนะนำด้านสุขภาพ และการส่งเสริมป้องกันโรค อย่างไรก็ตาม การให้คำแนะนำด้านสุขภาพในปัจจุบันมักอยู่ในรูปแบบของการสนทนาโดยแพทย์หรือพยาบาล และเอกสารประกอบ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านเวลา บุคลากร และความสามารถในการทำความเข้าใจของผู้ป่วย
โครงการ " QR care สแกนปุ๊บรู้ปั๊บดูแลสุขภาพง่ายๆ" จึงถูกพัฒนาเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพให้แก่ผู้ป่วย โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อลดภาระของบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพในการให้ข้อมูล และทำให้ผู้ป่วยสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคของตนเองได้อย่างสะดวกและต่อเนื่อง
2.2.2 มูลเหตุความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ
- สภาพปัญหาและการปฏิบัติงานเดิม
-
ปัจจุบัน การให้ข้อมูลสุขภาพแก่ผู้ป่วยที่ OPD มีข้อจำกัด ดังนี้
- การให้ข้อมูลแบบปากเปล่า: ผู้ป่วยบางรายอาจจำเนื้อหาที่แพทย์หรือพยาบาลอธิบายไม่ได้
- การใช้เอกสารประกอบ: เอกสารอาจสูญหายหรือถูกละเลย ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถศึกษาข้อมูลซ้ำได้
- ภาระงานของบุคลากร: บุคลากรมีภาระงานสูง ทำให้การให้คำแนะนำอาจไม่ครอบคลุมทุกรายละเอียด
- ข้อจำกัดด้านเวลา: ระยะเวลาการตรวจรักษาของแพทย์ต่อผู้ป่วยแต่ละรายมีจำกัด ทำให้การให้คำแนะนำอาจไม่ละเอียดเพียงพอ
- ผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานเดิม
- ผู้ป่วยและญาติ: ขาดแหล่งข้อมูลที่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้หลังพบแพทย์ อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
- บุคลากรทางการแพทย์: ต้องให้คำแนะนำซ้ำๆ กับผู้ป่วยรายเดิม ซึ่งใช้เวลามากและเพิ่มภาระงาน
- โรงพยาบาล: อาจได้รับผลกระทบจากภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้หากผู้ป่วยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น การใช้ยาไม่ถูกต้อง หรือการละเลยการดูแลตนเอง
- ความสำคัญและเหตุผลที่ต้องดำเนินการ
การดำเนินโครงการนี้เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจาก
- เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง: ลดปัญหาการได้รับข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
- สนับสนุนการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วย: ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคของตนเองดีขึ้น ลดการกลับมารักษาซ้ำ
- เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ: ลดภาระของแพทย์และพยาบาลในการให้คำแนะนำซ้ำๆ
- ผลกระทบหากไม่ดำเนินการ
หากไม่มีโครงการนี้ อาจเกิดผลกระทบดังนี้
- ผู้ป่วยยังคงได้รับข้อมูลไม่เพียงพอและอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคของตนเอง
- บุคลากรยังคงต้องใช้เวลามากในการให้คำแนะนำซ้ำๆ
- อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคที่สามารถป้องกันได้ หากผู้ป่วยไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
- โรงพยาบาลอาจมีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วย
2.3 กรอบแนวคิดหรือการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
2.3.1 กระบวนการทำงาน (Workflow) และจุดที่ต้องพัฒนา
แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลมีขั้นตอนหลักในการให้บริการผู้ป่วยตามลำดับดังนี้
- ผู้ป่วยมาลงทะเบียน →
- วัดสัญญาณชีพและคัดกรองอาการ →
- พบแพทย์ตรวจวินิจฉัย →
- แพทย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคและแนวทางการรักษา (ปัญหาสำคัญอยู่ที่จุดนี้!) →
- รับยาและรับคำแนะนำจากเภสัชกร →
- ผู้ป่วยกลับบ้านและดูแลสุขภาพตามคำแนะนำ
???? จุดที่ต้องพัฒนา: กระบวนการให้คำแนะนำด้านสุขภาพในขั้นตอนที่ 4 (แพทย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคและแนวทางการรักษา)
- ปัจจุบัน: ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำผ่านการพูดคุยสั้นๆ หรือแผ่นพับ ซึ่งอาจไม่สามารถทำให้เข้าใจได้ครบถ้วน -พัฒนาโดย: เพิ่ม QR Code ที่ผู้ป่วยสามารถสแกนเพื่อเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติม เช่น วิดีโอสั้น อินโฟกราฟิก หรือบทความเกี่ยวกับโรคของตนเอง???? เหตุผลที่เลือกปัญหานี้มาปรับปรุง
- มีผลกระทบต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย: การให้คำแนะนำที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้
- ลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์: หากผู้ป่วยสามารถศึกษาข้อมูลเองได้ บุคลากรจะมีเวลามากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง
- ใช้เทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหา: การใช้ QR Code เป็นวิธีที่ทันสมัย สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย
2.4 เป้าหมาย/ตัวชี้วัดผลสำเร็จ:
2.4.1 ตัวชี้วัดผลสำเร็จของโครงการ (Key Performance Indicators: KPIs)
ตัวชี้วัด
หน่วยวัด
เป้าหมาย
ระยะเวลา
ที่มาและเหตุผล
จำนวนผู้ป่วยที่สแกน QR Code เพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ
จำนวนคน
≥ 50% ของผู้ป่วยที่ OPD
ภายใน 6 เดือน
สะท้อนถึงการยอมรับและการใช้งานของผู้ป่วย
ระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อระบบ QR Code
คะแนน (จาก 5)
≥ 4.0
ภายใน 6 เดือน
วัดจากแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วย
จำนวนบุคลากรที่เห็นว่าระบบช่วยลดภาระการให้คำแนะนำ
% บุคลากร
≥ 70%
ภายใน 6 เดือน
สะท้อนว่าระบบช่วยลดภาระงานของบุคลากรจริง
อัตราการกลับมาซักถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคหลังพบแพทย์
% การกลับมาถามซ้ำ
ลดลง ≥ 30%
ภายใน 6 เดือน
แสดงถึงประสิทธิภาพของระบบในการให้ข้อมูลสุขภาพที่ครบถ้วน
2.4.2 เหตุผลและที่มาของตัวเลขเป้าหมาย
- ≥ 50% ของผู้ป่วย OPD สแกน QR Code
- ที่มาของตัวเลข: โรงพยาบาลมีจำนวนผู้ป่วย OPD ต่อวันเฉลี่ยประมาณ 100 คน หากสามารถทำให้ 50 คน สแกน QR Code ได้ ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมและสามารถขยายผลได้
- ความท้าทาย: ผู้ป่วยบางกลุ่มอาจไม่คุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟน จำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์และให้เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำ
- คะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วย ≥ 0 จาก 5.0
- ที่มาของตัวเลข: ใช้หลักเกณฑ์ความพึงพอใจมาตรฐานที่นิยมใช้ในงานพัฒนาคุณภาพบริการ โดยคะแนนระดับ ≥ 0 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
- ความท้าทาย: ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งาน QR Code
- ≥ 70% ของบุคลากรเห็นว่าระบบช่วยลดภาระการให้คำแนะนำ
- ที่มาของตัวเลข: บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการให้คำแนะนำ ได้แก่ แพทย์, พยาบาล, เจ้าหน้าที่เวชระเบียน และเภสัชกร หากอย่างน้อย 70% ของกลุ่มนี้เห็นว่าระบบช่วยลดภาระจริง แสดงว่าโครงการมีประสิทธิภาพ
- ความท้าทาย: ต้องมีการอบรมบุคลากรให้เข้าใจและสนับสนุนการใช้งาน QR Code อย่างเต็มที่
- ลดอัตราการกลับมาซักถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคหลังพบแพทย์ ≥ 30%
- ที่มาของตัวเลข: ปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่กลับมาถามข้อมูลเพิ่มเติมกับแพทย์หรือพยาบาลหลังออกจากห้องตรวจประมาณ 10 คนต่อวัน หากสามารถลดจำนวนนี้ลง 30% (เหลือประมาณ 28-35 คนต่อวัน) แสดงว่าระบบช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจข้อมูลสุขภาพได้ดีขึ้น
- ความท้าทาย: ต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่ให้ผ่าน QR Code ครอบคลุมและเข้าใจง่าย
2.5 สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา/มาตรการแก้ไขปรับปรุงพัฒนา
2.5.1 กระบวนการ/วิธีการ/มาตรการปรับปรุงแก้ไข (เป็นขั้นตอน)
เพื่อให้โครงการ "QR Code ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคแก่ผู้ป่วยที่ OPD" ประสบความสำเร็จ มีการกำหนดกระบวนการแก้ไขปรับปรุงดังนี้
- วิเคราะห์ปัญหาและกำหนดโรคที่ต้องให้ข้อมูล
- สำรวจข้อมูลจากแพทย์และบุคลากรว่าโรคใดที่ผู้ป่วยมักต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
- คัดเลือก อย่างน้อย 10 โรค ที่ต้องจัดทำเนื้อหา
- จัดทำสื่อให้ความรู้ในรูปแบบดิจิทัล
- จัดทำเอกสารสุขศึกษา (Infographic, PDF)
- จัดทำวิดีโอให้ความรู้ (สั้นๆ 2-5 นาที)
- ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาโดยแพทย์เฉพาะทาง
- สร้างและติดตั้งระบบ QR Code
- สร้าง QR Code สำหรับแต่ละโรคและเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูล
- ติดตั้ง QR Code ในห้องตรวจ
- อบรมบุคลากรและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยใช้งาน
- อบรมแพทย์และพยาบาลเกี่ยวกับวิธีแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ QR Code
- ติดตามผลและปรับปรุงพัฒนา
- เก็บข้อมูลการใช้งาน QR Code (จำนวนสแกน, คำติชมจากผู้ป่วย, ข้อเสนอแนะจากบุคลากร)
- ปรับปรุงเนื้อหาและขยายจำนวนโรคที่ให้ข้อมูลตามความต้องการ
2.5.2 การนำกระบวนการจัดการความรู้ (KM) มาใช้ในการปรับปรุงพัฒนา
- การรวบรวมความรู้: นำข้อมูลจากแพทย์ พยาบาล และเภสัชกรมาประกอบการจัดทำสื่อ
- การแบ่งปันความรู้: พัฒนาเนื้อหาให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย (Infographic, วิดีโอ)
- การนำความรู้ไปใช้: สร้าง QR Code ให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
- การประเมินและปรับปรุง: ใช้ข้อมูลการใช้งานและความคิดเห็นจากผู้ป่วยและบุคลากร เพื่อพัฒนาเนื้อหาให้เหมาะสมขึ้น
2.5.3 การบันทึกข้อมูล/เก็บหลักฐานในทุกขั้นตอนของการพัฒนา
- บันทึก จำนวนผู้ป่วยที่สแกน QR Code ทุกเดือน
- เก็บ ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ป่วยและบุคลากร
- บันทึก ข้อเสนอแนะและปัญหาที่พบจากการใช้งานจริง
- มี ไฟล์เอกสาร/วิดีโอที่พัฒนา เป็นหลักฐาน
2.5.4 แผนการดำเนินการและระยะเวลา
กิจกรรม
เดือนที่ 1
เดือนที่ 2
เดือนที่ 3
เดือนที่ 4-12
วิเคราะห์ปัญหาและคัดเลือกโรค
✅
จัดทำสื่อสุขศึกษา
✅
สร้าง QR Code และติดตั้ง
✅
✅
อบรมบุคลากรและประชาสัมพันธ์
✅
เก็บข้อมูลและปรับปรุงพัฒนา
✅
✅
2.5.5 ทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินการ
ทรัพยากร
รายละเอียด
บุคลากร
แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ IT และฝ่ายประชาสัมพันธ์
งบประมาณ
ค่าออกแบบและพัฒนา Infographic/วิดีโอ (ประมาณ 10,000-20,000 บาท)
เทคโนโลยี
ระบบจัดเก็บข้อมูล QR Code (ใช้ Google Drive หรือเว็บไซต์ของโรงพยาบาล)
2.5.6 การนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวางแผนพัฒนา
ใช้ข้อมูลจริงจากแผนก OPD เช่น
- จำนวนผู้ป่วย OPD ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรค
- ปัญหาที่แพทย์และบุคลากรพบในการให้คำแนะนำ
- ความพึงพอใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับการได้รับข้อมูลสุขภาพ
ใช้หลักฐานทางวิชาการและแนวทางเวชปฏิบัติ
- อ้างอิงจาก แนวทางการรักษาโรคของราชวิทยาลัยและกระทรวงสาธารณสุข
2.6 ผลผลิต/ผลลัพธ์ของการดำเนินการจำนวนผู้ป่วย OPD ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรค
